DAY 1

May 16 2019
“Better to see something once than hear about it a thousand times”

🇹🇭➡️🇺🇸 (ทริปนี้ขอเขียนเป็นไดอารี่เบาๆนะ ใครมีคติยาวไปไม่อ่าน ก็ดูรูปได้จ้า 555)

ทริปนี้เป็นการออกเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของเราที่ไปคนเดียว! ไปไกลมาก! และอยู่นานมาก! เพราะเราจบปีสี่ล่ะเนอะ ปีสุดท้ายของมหาลัย เราตั้งใจว่าครั้งนึงในชีวิต ขอให้ชั้นได้ไปเที่ยวหรือไปตามความฝันที่อเมริกาสักครั้งเถอะ
🥳 ความฝันครั้งนี้มันเริ่มมาตั้งแต่ตอนมอต้นล่ะ ซีรี่ย์เรื่อง GLEE เป็นแรงบันดาลใจให้เดินทางมาที่นี่ (ใครเคยดูก็จะอินแบบเรา ความไฮสกูลเอย อเมริกันไลฟ์เอย) ซีรี่ย์เรื่องนี้ทำให้เราเริ่มจริงจังกับการเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น เราฟังเพลงเพื่อเรียนและพัฒนาภาษาอังกฤษ จากที่ชอบมันอยู่แล้ว เวลาก็ผ่านมาเรื่อยๆจนถึงช่วงมอปลาย เพื่อนๆก็เริ่มไปอเมริกากันผ่านโครงการเด็กแลกเปลี่ยน (exchange student) เราก็ไปสอบมานะ ติดด้วยแหละ แต่ไม่ไป เพราะตอนนั้นเกรงใจเงินพ่อแม่ ครอบครัวเรามีน้องอีกสองคน ยังต้องใช้เงินอีกเยอะ แต่ความฝันเราก็ยังมีอยู่ ถึงแม้มันจะไม่ได้จริงจังเหมือนช่วงแรกๆที่ดูซีรี่ย์ 555
😜 ช่วงมหาลัย เราทำตามฝันของเราคือการเรียนเอกอิ้งค์ คณะอักษร เพราะชอบภาษาอังกฤษมากๆ ถึงแม้จะเกลียดการอ่านวรรณคดีก็ตาม 555 เราได้รู้จักกับโครงการ work and travel จากเพื่อนๆและพี่ๆ เราไม่เคยสนใจมันเลย จนช่วงปีสาม เพื่อนได้เริ่มมานั่งคุยกันว่า ถ้าเรียนจบแล้ว จะทำยังไงกับชีวิตดี ตอนนั้น ฝันของเรางอกมาอีกอย่างคือการไปเรียนต่อโทที่อเมริกา เพราะว่าการต่อโทที่นี่ต้องเรียน 2 ปี ไม่เหมือนที่อังกฤษที่จะเรียนแค่ปีเดียว (คนมันยึดติดอ่ะ จะมาอเมริกาอย่างเดียวเลย 555) เพื่อนๆเริ่มคุยกันว่าจะสมัครโครงการ work and travel 2019 (WAT) เพราะอยากไปเที่ยวก่อนกลับมาทำงานจริงๆจังๆ เราก็เลยตัดสินใจสมัครโครงการนี้ด้วย เพราะ 1. เราอยากมาเรียนต่อโทที่นี่อยู่แล้ว เวลา 4 เดือนที่มาเวิค ถ้าเราไม่โอเคกับมัน เราก็จะไม่มาเรียนที่นี่ เพราะถ้า 4 เดือน เราไม่โอเค 2 ปี เราคงอยู่ไม่ได้
2. เราอยากไปเห็นและสัมผัสอเมริกาสักครั้ง เพราะมันเป็นฝันของเราตั้งแต่เด็ก ดินแดนที่เขาว่ามันเสรีและอิสระมันจะหน้าตาเป็นยังไง
3. การมาครั้งนี้ถือว่าค่าใช้จ่ายน้อยมาก หากเทียบกับการมาเที่ยวเองเฉยๆในระยะเวลา 4 เดือน เพราะเราสามารถทำงานและเก็บเงินได้ และยังใช้เงินนั้นมาเที่ยวและช้อปต่อได้ด้วย (การเดินทางจากไทยมาอเมริกาไม่มีบินตรง ยังไงก็ต้องแวะเปลี่ยนเครื่อง stop over ก็เลยเป็นโบนัสของเด็กเวิคอย่างเราๆด้วย ซื้อตั๋วรอบเดียวเที่ยวได้สองประเทศเลยนะ 🤩)
4. เราอยากมาฝึกภาษาอังกฤษ เพราะเราคิดว่าสกิลการพูดเรายังไม่ดีขนาดนั้น เราอยาก fluent ไม่ใช่แค่ถามคำตอบคำแบบตอนเรียนที่ไทย เราอยากบังคับตัวเองมาอยู่ในที่ๆมันบังคับให้เราใช้ภาษา เพราะเราจะต้องใช้มันจริงๆ เราก็จะได้ benefit ด้วย
5. ถ้าไม่มาตอนนี้ เราก็ไม่รู้จะมีโอกาสมาอีกเมื่อไหร่ ถ้าเราเลือกเที่ยวต่างประเทศ เราคงไม่เลือกมาอเมริกาแน่ๆ เพราะเงินมันหายากเนอะ ประหยัดไว้ดีที่สุด
6. เราจบปีสี่แล้ว เราเลยมีเวลาที่อเมริกามากกว่าน้องๆปี 1-3 ที่ต้องกลับไปเรียนช่วงเปิดเทอม เพราะน้องๆจะสามารถอยู่ได้แค่ 2 เดือนครึ่งถึง 3 เดือนเท่านั้น เพราะมหาลัยจะเปิดเทอม ทำให้ไม่ได้ใช้เวลาเยอะอย่างที่ควร สำหรับเราปีสี่เลยเหมาะที่สุดที่จะมาเวิค เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องเปิดเทอม อยู่ที่อเมริกาได้จนกว่าวีซ่าจะหมดอายุและ +1 เดือนหลังวีซ่าหมดอายุเพื่อท่องเที่ยว คุ้มมั่ก!

นี่แหละเหตุผลที่เรามา wat 😆

(ไว้จะมาเขียนประสบการณ์ความ unlucky และ adventurousให้อ่าน ถ้ามีเวลาและอยากเขียน 555 เดี๋ยวจะเขียนเวอร์อิ้งด้วย เพื่อฝึกการเขียน)

Ready? — set— GO!

Suvarnabhumi Airport

ThailandTH

Haneda Airport

JapanJP

เราออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ มาอเมริกา ด้วยสายการบิน JAPAN AIRLINES (บริการทุกระดับประทับใจจริงๆ)

PS. อย่างที่เคยบอกว่า ไม่มีเที่ยวบินตรงจากไทยอเมริกาเนอะ ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ไหนสักที่ ด้วยความที่เราอยากเที่ยวญี่ปุ่น เลยเลือกบิน JAL 555 ถึงแพง น้องก็ยอมมมม 😱

PS2. ตอนเช็คอิน น้ำหนักกระเป๋าเกินจ้า ต้องเอาออก 2 kg เขาให้ 23kg/ใบ ชั้นล่อไป 26kg 555 น้ำจิ้มซีฟู้ดและน้ำจิ้มสุกี้ รวมถึง bioderma 500ml จึงได้โบกมือบายๆชั้นไป เพราะแม่ถือคติว่าที่นู่นยังไงก็มีขาย ค่อยไปซื้อนะลูก 😭 (คือก็แอบงงที่กราวด์บอกเอาออก 2 kg นะ สงสัยเขาคงหยวนๆให้มั้ง)

✈️ There isn’t any direct flight from Thailand to the states. If you want to fly to US, you have to take a connecting flight somewhere. This journey, I chose JAPAN AIRLINES even though it is considered to be somewhat expensive for me because I just want to go to Japan! Hahaha. Unfortunately, my luggage is 2 kg overweight so I have to drop something behind at Thailand which are Thai seafood sauce, Thai suki sauce and my kid, Bioderma cleasing water. 😭

DAY 2

May 17 2019
First stop. Waiting to connect flight. ✈️

Haneda Airport

JapanJP

John F. Kennedy International Airport

United StatesUS

หลังจากนั้นก็บินต่อสิคะ 13 ชม. นั่งกันจนปวดก้นเลยทีเดียว แต่มันเป็นความสนุกอีกแบบนะ เราไม่เคยทำอย่างนี้มาก่อน ไม่เคยนั่งเครื่องนานๆ (ชีวิตนี้เคยบินใช้เวลานานที่สุดก็ 2 ชม. 555) แล้วก็ตื่นเต้นเพราะเราไม่สามารถใช้ภาษาไทยได้อีกแล้ว แอร์คือพูดได้แค่ญี่ปุ่นและอังกฤษ สกิลภาษาที่มีอยู่ก็หยิบมาใช้สิ อยากได้อะไร ขออะไรก็ต้องอิ้งค์แล้วจุดนี้ 555 ดูหนังกันตาแฉะเลยทีเดียวเพราะหลับได้แปปๆก็โดนปลุกมากินของว่างบ้าง ซอฟท์ดริ้งบ้าง ข้าวบ้าง แม่!! หนูอยากนอน 🤤

และแล้วเราก็เหยียบอเมริกาล่ะจ้า! JFK คือสนามบินนานาชาติคู่นิวยอร์คซิตี้เขาแหละ ใหญ่เว่อวังอลังการสุด 8 terminal ไปเลยแม่! ทุก terminal จะเชื่อมกันด้วยรถไฟฟ้าของเขาที่ชื่อว่า Airtrain อยากไปเที่ยว terminal ไหน นั่งไปเลยพี่! และ Airtrain นี่แหละที่จะพาเราเข้าไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน (subway) เพื่อไป นิวยอร์คซิตี้ หรือเกาะลองไอแลนด์ (Long Island) AirTrain เนี่ย ถ้าอยากนั่งวนๆก็นั่งไปเถอะไม่เสียตัง แต่เราจะต้องจ่ายตังค์ตอนออกนะ $5 มันก็จะบวกเพิ่มไปกับบัตรที่เรากดที่ตู้ว่าเราจะไปไหนนั่นแหละ

ปล. ตอนกดอ่ะ เช็คแมพดีๆก่อนนะ อย่ากดผิด เพราะเราโดนมาแล้ว ถ้าไม่ชัวร์ก็ซื้อตรงที่ขายบัตรเลย พนักงานจะกดให้เราเอง

John F. Kennedy International Airport

United StatesUS

Jazz on The Park Hostel

United StatesUS

ก่อนที่จะบินมาที่นี่ เราเปลี่ยนแพลนกะทันหันเพราะเรื่องงาน จริงๆเราต้องไปทำงานที่ Cape May, NJ และเราสามารถเดินทางไปที่นั่นได้โดยการนั่งบัส เราเลยจองที่พักที่นิวยอร์ค 1 คืน แถวๆ central park เพราะเราอยากเที่ยวนิวยอร์คสักนิด (ก็มาถึงที่ละ จะไม่เที่ยวก็แอบเสียดายอีก + ไม่อยากเดินทางต่อเนื่องเพราะเหนื่อยมาก) แต่พอเราเปลี่ยนแพลน เราต้องบินไป Boston, MA แทน แต่ก็เสียเงินค่าที่พักไปแล้วอ่ะ ทิ้งเงินก็เสียดายเปล่า โชคดีที่โฮสเทลที่เราจองไว้เดินจากซับเวย์ไปแค่ 5 นาที เราเลยมีโอกาสได้ขึ้นซับเวย์ของนิวยอร์คแบบจริงๆจังๆ ซับเวย์ที่นี่คือมีประมาณ 10-20 สาย แล้วทุกสายจะเชื่อมกันหมดที่สถานีไหนสักแห่ง (ประมาณ bts, mrt บ้านเราอ่ะ แต่ของเขาเยอะมากๆ และไปเกือบจะทุกที่ของ 5 เกาะในนิวยอร์คซิตี้) ถ้าใครมาครั้งแรกเหมือนเราบอกเลยว่า งง แต่พอนั่งเริ่มเปลี่ยนสถานีเป็น คราวนี้ซับเวย์ก็ bts mrt ย่อมๆเลยจ้ะ

PS. เราถามคนแถวนั้นตลอดว่าถ้าจะไปสถานีนี้ต้องรอรถฝั่งไหน เพราะสถานีนึงมี 2-3 ชั้น แถมแต่ละฝั่งไม่ได้มีแค่สายเดียวที่วิ่งนะ เช่น ถ้าเรารอรถที่สถานี 1 ชั้น 2 ฝั่งซ้าย รถที่วิ่งมาจอด อาจจะเป็นรถสาย A, B หรือ C ก็ได้ เพราะฉะนั้นฟังประกาศและดูตัวอักษรหน้าขบวนดีๆเด้อ

PS2. เราเลือกถามคนแก่ เด็กวัยรุ่น และคนที่ตั้งใจรอรถ เลยไม่มีเหตุการณ์แปลกๆเช่น การโดนขโมยของ เกิดขึ้นกับเรา ดูคนที่จะถามดีๆนะ เพราะเราก็โดนทักว่ายูจะไปสนามบินรึเปล่าก็เยอะเหมือนกัน เลี่ยงได้เลี่ยงนะ เพราะค่าเดินทางอาจจะกลายเป็นสองเท่าตัวเลย

PS3. คนอเมริกันส่วนใหญ่ที่เราสังเกตมา เขาพร้อมที่จะช่วยเราเสมอนะ ไม่ต้องกลัว ถามไปเลย ดีกว่าหลงทางจ้ะ แต่เราคิดว่าทุกคนที่จะไปเที่ยวก็คงมีเซ้นส์แหละว่าคนนี้พร้อมช่วยนะ คนนี้อารมณ์ไม่ดี ก็ต้องเลือกถามดีๆเช่นกัน

Really close to the subway station

ทุกอย่างอาจดูเพอร์เฟคแล้วใช่มั้ย แต่ความ unlucky ก็เกิดขึ้นกับเราจนได้ ตอนที่เราไปถึงโฮสเทลที่จองไว้ เราก็เอาพาสปอร์ตให้ตามปกติอ่ะนะเพื่อยืนยันการจองที่เราจองแบบจ่ายผ่านบัตรเครดิตมาตั้งแต่ที่ไทย แต่รีเซฟชั่นบอกว่าเราจองห้องพักไว้เมื่อวาน! เราตกใจมาก เพราะเราไม่ได้เช็ควันและเวลาเลยตั้งแต่เหยียบอเมริกา เรารู้ว่าไทยจะเร็วกว่าอเมริกา 1 วันตลอด แต่เราลืมไปว่าเรา! บิน! ข้าม! คืน! เราเลยคิดว่าเราออกจากไทย 16 เราจะถึงอเมริกา 16 แน่นอน แต่ด้วยความที่บินถึงยุ่น 17 และบินไปอเมริกาต่อ มันก็เลยกลับมาเป็น 17 อีกครั้ง เราผิดเองที่สะเพร่าและไม่ยอมเช็คให้ดีก่อน นอกจากค่าโรงแรมที่เสียไปฟรีๆแล้ว เรายังเสียค่าเครื่องบินอีก $300 ไปอีกฟรีๆ เพราะเราจองไฟล์ทวันที่ 17 ไปบอสตันไว้ แต่ด้วยความที่ออกจากสนามบินมาแล้วและเพิ่งมาตรัสรู้ตอนถึงโรงแรม ถึงเราจะยังไม่ออกจากสนามบิน เราก็ตกเครื่องอยู่ดี เพราะเราจองไฟล์ทไปบอสตันตอน 11 โมงไว้ แต่กว่าจะผ่านตม.ออกมาและรับกระเป๋าเสร็จก็เที่ยงแล้ว นอกจากนั้นเราจองรถบัสไว้ $30 (ตัดบัตรเครดิตอีกเช่นกัน) แต่ในความโชคร้ายของเราก็ยังมีเรื่องดีๆอยู่บ้าง ตรงที่ตั๋วรถบัสสามารถใช้ใน 30 วันนับตั้งแต่ซื้อตั๋ว เราเลยไม่ต้องเสียเงินฟรีๆเพิ่มอีก (แต่แอบรักอเมริกาตรงที่ขอ refund หรือคืนเงินได้เกือบทุกอย่างนี่แหละ ❤️) เราเลยต้องแก้ปัญหาโดยจองโรงแรมเพิ่ม 1 คืน แล้วพยายามติดต่อเมเนเจอร์ที่โทรเท่าไหร่ก็ไม่ติดสักที (เราติดต่อเขาผ่าน whatsapp อย่างเดียว เพราะเราซื้อแค่ซิมที่ใช้ได้แค่อินเตอร์เน็ตมา) ยืมโทรศัพท์รีเซฟชั่นก็แล้ว ก็นังโทรไม่ติด ตอนนั้นสารภาพว่าเครียดมากๆๆๆ เพราะเราเสียเงินไปฟรีๆ 12000฿ แล้วยังต้องเสียค่าตั๋วไปบอสตันเพิ่มอีก 10000฿ แน่ๆ ตอนนั้นคือโทษตัวเองหนักมากที่ทำให้ค่าใช้จ่ายมันเพิ่มๆกว่าเดิมอีก (เราตั้งใจจะเอาเงินทุกบาทที่แม่จ่ายให้ไปคืนนางไง) แต่ด้วยความที่พ่อกับแม่เราก็คงรู้ว่าเราเครียดอยู่อ่ะนะแล้วแถมเดินทางและทำนู่นนี่นั่นคนเดียวอีก พวกเขาเลยบอกว่าไม่ต้องกังวล จ่ายก็จ่าย เป็นประสบการณ์ชีวิต เราเลยรู้สึกดีขึ้นมากๆๆๆ 😌 (แต่ก็นึกไว้ตลอดว่าต้องเอาเงินทั้งหมดไปคืนให้ได้!!) สรุปหลังจากเข้าห้องพักเรียบร้อยแล้ว นายจ้างก็โทรกลับมาหาเรา เขาบอกว่าเขาติดประชุมอยู่เลยรับสายไม่ได้ หลังจากเราบอกปัญหาเขาไปว่าเราตกเครื่องนะ (ก่อนหน้านั้นเขาบอกว่าจะมารับเราที่สถานีรถบัส เราเลยกังวลว่าจะเขาจะรอเราเก้อ แล้วเขาจะโกรธเรา) แต่เขากลับหัวเราะแล้วบอกว่าไม่เป็นไรๆ (คือใจเราอ่ะไม่ค่อยโอเคที่เขาหัวเราะ เพราะเราทั้งกังวลทั้งเครียดไง เลยรู้สึกแปลกๆนิดนึง) เราเลยตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินไปบอสตันใหม่โดยให้รีเซฟชั่นโรงแรมจองให้ซะเลย ตัดปัญหา

The New York’s lung

เศร้าไปก็ใช่ว่าจะได้เงินคืน เราเลยตัดสินใจออกไปเดินเล่นที่ Central Park เพราะที่พักเราอยู่ใกล้มากๆ (ขอไปเดินให้สบายใจหน่อยเถอะ) แต่ก่อนหน้านั้นก็ขอไปหาอะไรกินสักหน่อย เพราะตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายสามคือไม่ได้แตะอะไรเลย ยกเว้นโซบะบนเครื่อง เราถามรีเซฟชั่นนิสถึงที่ๆใกล้ที่สุดที่มีอาหารขาย เขาเลยแนะนำให้เราเดินไปประมาณ 2 ช่วงตึก เพราะแถวนั้นจะมีร้าน Deli (ร้านซุปเปอร์ที่มีอาหารง่ายๆพร้อมเสิร์ฟ อารมณ์พวกแซนด์วิชกับฮอทด็อก) เราเอ็นจอยกับความมีมารยาทต่อคนเดินเท้าหรือข้ามถนนของคนอเมริกันนะ คือถ้ามีคนกดปุ่มไฟข้ามถนนหรือข้ามทางม้าลาย รถก็ต้องหยุดให้จริงๆ ขอไปทีแบบที่ไทยไม่ได้เด้อ

DAY 3

May 18 2019

วันนี้เราตื่นตั้งแต่ 4.00 ของอเมริกา (ถึงแม้ไฟล์ทบินของเราจะเป็นบ่ายโมงก็ตาม) เพราะเราเกิดแพนิคและกลัวจะตกเครื่องและเสียค่าตั๋วฟรีๆซ้ำอีก เราเลยรีบตื่นและเตรียมตัวไปสนามบิน JFK อีกครั้ง หลังจากที่นั่ง subway กับ AirTrain มาแล้ว

Share to SNS
Link copied.
Paste it somewhere!